WatchGuard ชี้ Zero Trust คือทางรอดธุรกิจ เมื่อการป้องกันแค่หน้าด่านไม่เพียงพออีกต่อไป
ในโลกของการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ มีแนวคิดดั้งเดิมที่เปรียบเทียบระบบเครือข่ายเหมือนกับ "ปราสาทและคูน้ำ" (Castle and Moat) โดยองค์กรจะสร้างกำแพงที่แข็งแกร่ง (Firewall) ไว้รอบๆ เครือข่ายเพื่อปกป้องทุกสิ่งที่อยู่ภายใน และตั้งสมมติฐานว่าใครก็ตามที่ผ่านประตูเข้ามาได้คือคนที่ "น่าเชื่อถือ"
อย่างไรก็ตาม รูปแบบนี้ได้พังทลายลงแล้ว เพราะในปัจจุบันพนักงานทำงานจากที่บ้าน แอปพลิเคชันย้ายไปอยู่บนคลาวด์ และอุปกรณ์พกพาเชื่อมต่อจากทุกทิศทาง "พรมแดน" ของปราสาทจึงไม่มีอยู่จริงอีกต่อไป และนั่นคือเหตุผลที่แนวคิด Zero Trust กลายเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจขนาดกลาง (Mid-market)
Zero Trust คืออะไรกันแน่? (ตามมาตรฐาน NIST)
Zero Trust ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ แต่เป็นกรอบแนวคิดเชิงกลยุทธ์ที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันการบุกรุกข้อมูล โดยอาศัยหลักการที่ว่า "อย่าไว้ใจใคร และต้องตรวจสอบเสมอ" (Never Trust, Always Verify)
หากอ้างอิงตามมาตรฐาน NIST SP 800-207 ของสหรัฐอเมริกา Zero Trust จะมุ่งเน้นไปที่การลดทรัพยากรที่ต้อง "ไว้วางใจโดยปริยาย" (Implicit Trust) ให้เหลือน้อยที่สุด และเปลี่ยนไปใช้การตรวจสอบตัวตนและสิทธิ์อย่างต่อเนื่องในทุกการเชื่อมต่อ ไม่ว่าการเชื่อมต่อนั้นจะมาจากภายในหรือภายนอกเครือข่ายองค์กรก็ตาม
สมมติฐานที่เปลี่ยนไป: "การโจมตีจะประสบความสำเร็จ" (Assume Breach)
หนึ่งในสิ่งที่ท้าทายความรู้สึกของคนทำไอทีที่สุดในแนวคิด Zero Trust คือการ "ตั้งสมมติฐานว่าการโจมตีจะประสบความสำเร็จ" หรือ Assume Breach
ทำไมเราถึงต้องคิดแบบนั้น? เพราะความจริงที่น่าเจ็บปวดคือ:
1. แฮกเกอร์มีวิวัฒนาการ: พวกเขามีเครื่องมือระดับสูงและใช้ AI ในการเจาะระบบ
2. ความผิดพลาดของมนุษย์: เพียงแค่พนักงานหนึ่งคนคลิกลิงก์ฟิชชิ่ง แฮกเกอร์ก็เข้ามาอยู่ใน "ปราสาท" ของคุณได้แล้ว
3. ภัยคุกคามจากภายใน: ไม่ว่าจะเป็นความตั้งใจหรือไม่ก็ตาม คนข้างในที่มีสิทธิ์สูงสามารถสร้างความเสียหายได้มหาศาล
การตั้งสมมติฐานว่า "มีคนร้ายอยู่ในระบบแล้ว" จะเปลี่ยนวิธีคิดของคุณจากการ "พยายามกันคนร้ายออกไป" เป็น "การทำอย่างไรให้คนร้ายขยับไปไหนไม่ได้และทำความเสียหายได้น้อยที่สุด"
เสาหลัก 3 ประการของกลยุทธ์ Zero Trust
WatchGuard อธิบายว่าการจะบรรลุ Zero Trust ในระดับองค์กรขนาดกลาง คุณต้องขับเคลื่อนด้วย 3 เสาหลักนี้:
1. การยืนยันตัวตนอย่างชัดเจน (Verify Explicitly)
คุณต้องเลิกพึ่งพาแค่ชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน เพราะมันถูกขโมยได้ง่ายที่สุด ระบบต้องตรวจสอบข้อมูลบริบทอื่นๆ ร่วมด้วยเสมอ เช่น:
• พนักงานคนนี้คือใคร? (Identity)
• เขาเชื่อมต่อมาจากที่ไหน? (Location)
• อุปกรณ์ที่ใช้มีความปลอดภัยเพียงพอไหม? (Device Health)
• เขากำลังพยายามเข้าถึงแอปพลิเคชันอะไร? (Resource)
สรุปคือ: ต้องมีการใช้ MFA (Multi-Factor Authentication) ในทุกจุดที่มีการล็อกอิน
2. การใช้สิทธิ์ต่ำสุดที่จำเป็น (Use Least Privileged Access)
การให้สิทธิ์แบบ "เผื่อไว้ก่อน" คือหายนะในโลกไซเบอร์ Zero Trust บังคับให้ใช้หลักการ Just-In-Time (JIT) และ Just-Enough-Access (JEA) คือให้สิทธิ์เข้าถึงเฉพาะสิ่งที่จำเป็นต่อหน้าที่ และให้เฉพาะในช่วงเวลาที่ต้องใช้งานเท่านั้น หากพนักงานบัญชีไม่มีความจำเป็นต้องเข้าถึงเซิร์ฟเวอร์ของทีมพัฒนาซอฟต์แวร์ พวกเขาก็ไม่ควรจะมองเห็นเซิร์ฟเวอร์นั้นในระบบเลย
3. การตั้งสมมติฐานว่าถูกบุกรุก (Assume Breach)
เมื่อคุณคิดว่ามีคนร้ายแฝงตัวอยู่ คุณจะเริ่มทำการ "แบ่งส่วนเครือข่ายระดับไมโคร" (Micro-segmentation) เพื่อจำกัดวงความเสียหาย (Blast Radius) หากเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งติดมัลแวร์ มัลแวร์ตัวนั้นจะไม่สามารถ "เดินข้าง" (Lateral Movement) ไปยังเครื่องอื่นในแผนกได้ นอกจากนี้ยังต้องมีการตรวจสอบการสื่อสารภายในทั้งหมด (End-to-end Encryption) และการวิเคราะห์พฤติกรรมเพื่อหาความผิดปกติแบบเรียลไทม์
ทำไมธุรกิจขนาดกลาง (Mid-market) ถึงต้องการ Zero Trust มากกว่าใคร?
องค์กรขนาดใหญ่อาจมีงบประมาณมหาศาลและทีม SOC ขนาดใหญ่ แต่ธุรกิจขนาดกลางมักจะ:
• มีทีมไอทีที่จำกัด (IT Staff Shortage)
• ต้องดูแลอุปกรณ์ที่หลากหลาย (BYOD)
• มีการเชื่อมต่อกับซัพพลายเออร์จำนวนมาก (Supply Chain Risk)
WatchGuard ย้ำว่า Zero Trust สำหรับตลาดกลางไม่ใช่เรื่องของการซื้อซอฟต์แวร์ราคาแพงหลายสิบตัว แต่เป็นการหา "แพลตฟอร์มความปลอดภัยแบบรวมศูนย์" (Unified Security Platform) ที่สามารถจัดการทั้ง Firewall, MFA และ Endpoint ได้จากที่เดียว เพื่อลดความซับซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกัน
บทสรุป
การรักษาความปลอดภัยไอทีสมัยใหม่ไม่ได้อยู่ที่การสร้างกำแพงให้สูงขึ้น แต่อยู่ที่การยอมรับความจริงว่า "กำแพงมีวันพัง" การใช้แนวคิด Zero Trust จะช่วยให้ธุรกิจขนาดกลางสามารถดำเนินงานได้อย่างมั่นใจในยุค Digital Transformation เพราะแม้ว่าการโจมตีจะเกิดขึ้นจริง แต่ด้วยระบบที่ "ไม่ไว้วางใจใครเลย" ความเสียหายที่แฮกเกอร์จะทำได้ก็จะถูกจำกัดไว้ในพื้นที่แคบๆ จนไม่สามารถส่งผลกระทบต่อภาพรวมของธุรกิจได้
อ้างอิง : https://www.watchguard.com/wgrd-news/blog/zero-trust-mid-market-why-modern-it-security-assumes-attacks-will-succeed
To give you a better experience, by continuing to use our website, you are agreeing to the use of cookies and personal data as set out in our Privacy Policy | Terms and Conditions